(ย้ายมาจากบล็อกเก่า)
 
 
"Linux" เป็นชื่อของระบบปฏิบัติการ (Operating System - จะขอเรียกย่อว่า OS) ที่ถูกสร้างมาจากคนกลุ่มนึง ที่หวังจะให้มี OS ในรูปแบบ "ของฟรี" เป็น Open Source ที่ใครๆ ก็สามารถนำไปใช้งาน เผยแพร่ ดัดแปลงแก้ไข ได้ตามต้องการ ในขณะที่ OS ตัวอื่นๆ เช่น Windows, Mac ต่างก็เป็น OS ที่ต้องเสียตังค์ซื้อทั้งนั้น (ไม่ก็หาของเถื่อนใช้กัน...)
 
อ่านแบบละเอียดได้ที่นี่ >> Wikipedia (ไทย)
 
ด้วยความที่ Linux เป็น OS แบบเสรี จึงมีการนำไปดัดแปลงและเผยแพร่ในหลายชื่อมากๆ เราเรียกสิ่งนี้ว่า "Distribution" หรือย่อๆ ว่า Distro ซึ่งมีหลายค่ายมาก แทบจะบอกได้เลยว่าเป็นร้อยๆ แต่ค่ายที่มีคนรู้จักกันมากก็เช่น...
 
     
 
ชื่อเหล่านี้ผมเชื่อว่าถึงคุณจะไม่รู้จัก แต่ก็คงผ่านๆ ตามาบ้างแล้ว โดยเฉพาะ Ubuntu (ที่ถูกบางคนเอาคำนี้ไปเล่นมุกใต้สะดือซะงั้น... Foot in mouth ) ผมเองก็รู้จัก Linux ในชื่อ Ubuntu นี้ก่อนเพื่อนเลย รู้จักทางทีวีในรายการเกี่ยวกับไอที ที่จริงก็เคยได้ยินมาบ้างแล้วก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังไม่ได้สนใจ พอมาเห็นในทีวี โชว์วิดีโอการใช้งาน ผมก็เลยสนใจขึ้นมาทันที แบบว่า "นี่มันระบบปฏิบัติการคอมฯ เหรอเนี่ย ทำไมดูดีได้ขนาดนี้" Undecided จากนั้นก็ได้ลองตัดสินใจใช้ดู
 
หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกมาเป็นเดือนๆ ก็ได้รู้ว่า "ของฟรีตัวนี้ มันทำงานได้เหมือน Windows หลายๆ อย่างเลย" แน่นอนว่า มันก็ต้องมีข้อจำกัดอยู่บ้าง (ก็ของฟรีนี่) จะขอเล่าเลยแล้วกันครับ ถึงข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของ Linux เมื่อเทียบกับ OS อื่นที่เสียตังค์
 
~ ~ ~ ~ ~
 
ข้อได้เปรียบ
 
ในที่นี้ผมจะขอเปรียบเทียบกับ Windows เพราะเป็น OS ที่คนรู้จักและใช้กันมากที่สุดนะครับ ข้อความต่อไปนี้อาจดูเหมือนไม่เป็นกลาง ถึงขึ้นไซโคเลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ได้หวังจะโน้มน้าวชักจูง บังคับให้มาใช้ Linux หรอกครับ แค่อยากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ เท่านั้นเอง จะยังใช้ Windows ต่อไป หรือจะเปลี่ยนมาใช้ Linux ก็แล้วแต่คุณจะตัดสินใจเอาเองครับ

# ไม่ต้องเสียตังค์ ไม่ต้องกลัวเรื่องลิขสิทธิ์
 
Linux ฟรีจริงไม่มีเงื่อนไข เพราะใช้สัญญาอนุญาตแบบ GPL (GNU General Public License - สัญญาอนุญาตสาธารณะทั่วไปของกนู) ยังไม่ต้องรู้อะไรนักก็ได้เกี่ยวกับสัญญาอนุญาตพวกนี้ ที่อยากจะบอกก็คือ ผมเชื่อว่าหลายคนคงชอบของฟรี แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยใช้ของเถื่อนใช่มั้ยครับ อย่างที่เห็นกันได้ง่ายๆ ที่สุดก็คือ Windows นี่แหละ คงรู้ๆ กันอยู่ Foot in mouth
 
แล้วไงล่ะ? จะแท้จะเถื่อนก็เหมือนๆ กัน ใช้ไปเถอะ ตำรวจไม่เห็นจะมาจับเลย กฎหมายมีไปก็เท่านั้นแหละ! ....เอ่อ คุณจะรอให้ถึงวันที่เค้าเข้มงวด จริงจัง เรื่องลิขสิทธิ์ เท่าๆ กับฝรั่งก่อนใช่มั้ยครับ คุณถึงจะเลิกใช้ของเถื่อน หันมาใช้ของแท้ ถึงตอนนั้นคุกคงไม่พอขังคนแล้วมั้งครับ ก็ใช้ของเถื่อนกันเยอะนี่ Frown
 
ที่เล่ามานี่ไม่ได้จะมาชักจูงให้ใช้ของแท้หรือของฟรีหรอกนะครับ แค่พูดไว้ให้คิดเท่านั้นเอง ในเมื่อไม่มีปัญญาใช้ของแท้ ก็ลองมาใช้ของฟรีได้ครับ สบายใจกว่ากันเยอะ
 
 
# ไวรัสหรือมัลแวร์แทบไม่มี
 
บางคนอาจจะไม่เชื่อข้อนี้ แต่เดี๋ยวก่อนครับ จะขออธิบายแบบง่ายๆ ไปเลย คือว่าในแต่ OS มันถูกสร้างมาในสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน พวกโปรแกรมอะไรต่างๆ จึงได้มีแบ่งแยกว่าเป็นของ Windows หรือ Mac ถ้ามันใช้ติดตั้งได้ทั้งสองอย่าง ในตัวติดตั้งตัวเดียวกัน คงไม่ต้องมาแบ่งแยกใช่มั้ยครับ... ไวรัสหรือมัลแวร์ก็เช่นกัน มันอาจจะทำให้ Windows เจ๊งได้ แต่ถ้ามาอยู่ในเครื่องที่เป็น Mac มันก็ไม่รู้จะทำงานของมันยังไง แน่นอนว่าถ้ามันมาอยู่ใน Linux มันก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย เพราะระบบข้างในของ OS มันไม่เหมือนกัน ไวรัสเลยไม่รู้จะเล่นงานยังไง
 
 
...ดูจากรูปนี้แล้ว คิดไม่ออกเลยว่าไวรัสมันจะเล่นงานเครื่องได้ไง ในเมื่อไฟล์ระบบมันเป็นยังงี้ Cry
 
แต่ก็ใช่ว่า Mac และ Linux จะไม่มีโอกาสติดไวรัสเลยนะครับ ถ้าเกิดแฮกเกอร์เค้าอยากจะเขียนให้ไปติด Mac หรือ Linux เค้าก็ย่อมทำได้ แต่ส่วนมากแล้วจุดประสงค์ของเค้าคือ สร้างความเสียหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เค้าจึงเจาะจงกับกลุ่มใหญ่ๆ อย่าง Windows มากกว่า ...แต่ถึงแม้จะมีคนอุตริ เขียนไวรัสใน Linux จริงๆ ก็คงป่วนได้ไม่นานแล้วก็หายไป เพราะผู้ที่คอยพัฒนา Linux เค้าจะอัพเดทอุดช่องโหว่อยู่เสมอเป็นรายวัน แถมยังมีกลุ่มผู้ใช้งานคอยสอดส่องอยู่ตลอด พร้อมที่จะรายงานความผิดปกติให้กับผู้พัฒนา Linux ได้ทุกเมื่อ Kiss
 
และอีกเหตุผลนึงที่ไวรัสทำอะไรกับ Linux ไม่ได้ง่ายๆ นั่นก็คือระบบ "Authorization" ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ที่เกี่ยวกับระบบ มันจะถามหารหัสผ่านจากตัวผู้ดูแลระบบ (นั่นคือตัวเราเอง หรือไม่ก็คนอื่นที่ติดตั้ง Linux ) ทุกครั้ง ไวรัสมันไม่รู้จักรหัสผ่านของเราจึงทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้
 
 
# ไม่ชัวร์ก็ลองใช้ก่อนได้ ไว้ถูกใจก่อนค่อยติดตั้ง
 
ความวิเศษที่ผมเองก็แทบไม่อยากเชื่อว่ามันจะทำได้จริง แค่ใส่แผ่นแล้วให้เครื่องบู๊ตจากแผ่น หน้าจอก็จะขึ้นทุกอย่างมาให้ราวกับว่าได้ติดตั้งลงเครื่องไปแล้วจริงๆ!! Undecided จากนั้นก็ใช้งานอะไรๆ ได้แทบทุกอย่างทั้งพิมพ์งาน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เล่นเน็ต ฯลฯ ถ้าถูกใจก็สั่งติดตั้งได้เลย แต่ถ้าไม่ ก็ปิดเครื่องแล้วเอาแผ่นออก แล้วทุกอย่างในเครื่องก็กลับเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
 
คุณสมบัติเจ๋งๆ แบบนี้คงจะไม่มีใน OS ไหนอีกแล้ว (คงถึงขั้นไม่เคยมีเลยด้วยซ้ำ) ที่ Linux ให้เราได้ลองแบบนี้ เพราะต้องการให้เราได้รู้ว่า มันทำงานได้ดีแค่ไหนในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ถ้าคิดว่าทำงานได้ดีก็จะได้ติดตั้งมันลงไปจริงๆ แผ่นติดตั้ง Linux ที่มีคุณสมบัตินี้จึงถูกเรียกว่า "Live CD"
 
 
มันทำงานโดยการยืมทรัพยากรเครื่องบางส่วน มาทำงานร่วมกับตัวติดตั้ง Linux และจะสร้างชื่อผู้ใช้ไว้เป็น Guest ...ในการใช้งานสดๆ แบบนี้จึง มีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือบางเครื่องอาจจะหน่วงๆ และอีกข้อคือ ไม่เก็บค่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยเมื่อ Restart หรือ Shut Down จึงทำให้การตั้งค่าบางอย่างที่ต้อง Restart ก่อนถึงจะเห็นผลนั้น ทำไม่ได้
 
ทั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ Live CD นะครับ ยังมี "Live DVD" และที่สำคัญคือมี "Live USB" ไว้ติดตั้งใน Netbook หรือเครื่องที่ไม่มีช่องใส่แผ่น รวมไปถึงสำหรับคนที่ไม่อยากเปลืองแผ่น ก็ใช้มันติดตั้งได้ง่ายๆ
 
 
# แทบจะไม่ต้องติดตั้ง Driver เอง
 
เพราะตัว Driver ต่างๆ มาพร้อมกับส่วนที่เรียกว่า Kernel หรือแก่นของ Linux ผู้พัฒนาได้ใส่มันลงไปในแก่นนั่นเรียบร้อยเสร็จสรรพก่อนแล้ว แม้จะไม่ใช่กับอุปกรณ์ทั้งหมด ยังมีตัวที่ยังไม่ทำงานอยู่บ้างเช่นการ์ดจอ, เครื่องพิมพ์, สแกนเนอร์, กล้อง Webcam ฯลฯ ก็ไม่ใช่ปัญหา เราสามารถค้น Google หามาติดตั้งได้ทีหลัง
 
 
# ไม่ต้องทำ Defragment ตลอดชาติ
 
Linux มีวิธีจัดการข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ที่ไม่เหมือนกับ Windows เพราะ Linux จะทำการบันทึกรายการไว้ว่า ส่วนไหนของฮาร์ดดิสก์ที่มีที่ว่างเท่าไหร่บ้าง เมื่อจะเขียนข้อมูลลงไปก็จะพยายามหาในรายการ ตรงไหนมีที่ว่างพอ ก็เขียนมันลงไป พูดง่ายๆ คือมันทำให้เป็นระเบียบตั้งแต่ตอนเขียนแล้ว จึงทำให้ไม่ต้องมาคอยทำ Defragment ทีหลัง
 
ใน Windows ฮาร์ดดิสก์จะใช้ระบบ NTFS ไม่ก็ FAT แต่ใน Linux จะใช้ระบบอื่นแทน เช่น ext3, ext4, JFS, XFS ฯลฯ ซึ่งระบบเหล่านี้เป็นระบบเฉพาะของ Linux ที่ได้ออกแบบมาให้ใช้หลักการข้างต้นดังที่ได้กล่าวไป
 
 
# เครื่องเก่าๆ กากๆ ก็ใช้งานได้
 
Linux ไม่ต้องการทรัพยากรเครื่องมากนัก ในขณะที่ Windows พอมีรุ่นใหม่ออกมา ก็มักจะเรียกร้องทรัพยากรมากขึ้นๆ อยู่เสมอ แต่ Linux ไม่ต้อง มันถูกออกแบบมาให้ใช้ได้กับเครื่องหลายๆ สเป็ก Distro แต่ละแห่งก็มักจะออกรุ่นที่เผื่อไว้ให้เครื่องเก่าๆ ได้ใช้งานได้ด้วย บาง Distro ก็ถึงกับออกรุ่นมาเพื่อเครื่องเก่าๆ ที่อายุเกิน 5-6 ปีโดยเฉพาะเลย... ถ้าแค่ใช้งานทั่วๆ ไปแบบบ้านๆ ก็คงจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว Cool
 
และนี่คือตัวอย่าง Distro ที่ออกแบบ Linux มาแบบเบาๆ Light Weight เพื่อเครื่องเก่าๆ (และอาจจะถึงกับกากๆ ...เหอๆ)
 
         
 
 
# หน้าตา Interface สวยใส แต่งได้ตามใจ ลูกเล่นเยอะ

อธิบายเป็นตัวอักษรคงจะไม่เห็นภาพ จึงคิดว่าเอาภาพหน้าจอ และคลิป มาให้ดูน่าจะอธิบายได้ดีกว่าเยอะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
# โปรแกรมใช้งานมีให้เสร็จสรรพ
 
Linux ในแต่ละ Distro โดยส่วนมากเค้าจะมีโปรแกรมแถมมาด้วยอยู่แล้ว โปรแกรมใช้งานทั่วๆ ไป พิมพ์งาน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เล่นเน็ต ฯลฯ เค้าก็จะมีมาให้อยู่แล้ว อ่านมาถึงตรงนี้บางคนบอกว่า Windows ของชั้นก็มีแถมมาให้ครบๆ แล้วเหมือนกัน... ประทานโทษครับ แผ่นที่ใช้ติดตั้งเป็นแผ่นแท้รึเปล่า ไม่ได้เป็นพวก Dark Lite Heaven Hell Edition ต่างๆ นานา... ถ้าเป็นแผ่นนั้นจริงก็ไม่ต้องมาโม้ครับ Innocent
 
โปรแกรมที่แถมมากับ Linux บ่อยๆ ก็มักจะเป็นดังนี้ (บางตัวก็เป็นโปรแกรมที่เรารู้จักกันดี)
  • พิมพ์งาน ทำเอกสารต่างๆ - Libre Office, OpenOffice
  • โปรแกรมท่องเว็บ - Firefox, Chrome
  • กราฟิก วาดรูป ตัดต่อ - GIMP, Mypaint, Inkscape
  • แชทพูดคุยกับเพื่อน - Skype, Pidgin, Empathy, emesene
  • ดูหนัง ฟังเพลง - VLC, mPlayer, Banshee, Audacious
  • โปรแกรมบีบอัดไฟล์ - Archieve Manager
 
# มีศูนย์รวมซอพต์แวร์ ติดตั้งหรือถอนได้ง่ายๆ
 
ถ้าโปรแกรมที่ว่ามาในข้อที่แล้ว ยังไม่เพียงพอ อยากได้เพิ่ม ศูนย์รวมซอฟแวร์ช่วยได้ครับ... แต่โดยปกติแล้วสำหรับคนที่ใช้ Windows เวลาเราจะติดตั้งโปรแกรมใหม่ๆ เราคงต้องไปหาและดาวน์โหลดมา หรือบางทีก็ซื้อมาใช่มั้ยครับ จากนั้นก็ติดตั้งลงไป บางโปรแกรมก็มีตัวเลือกโน่นนี่ขึ้นมาให้ยุ่งยาก แถมบางทีติดตั้งเสร็จก็ต้อง Restart อีก... ถ้าติดตั้งกันนานๆ ที ทีละตัวสองตัวคงจะยังไม่เป็นไร แต่ถ้าจำเป็นต้องลงทีละหลายๆ โปรแกรม เช่นตอนเพิ่งล้างเครื่องใหม่ๆ คงได้ลมจับแหงๆ
 
Linux ในทุกๆ Distro เค้าจะมี "ศูนย์รวมซอฟแวร์" หรือไม่ก็ "ตัวจัดการแพกเกจ" เข้ามาช่วยให้การติดตั้งโปรแกรมหรือการถอนทำได้ง่ายๆ แค่เปิดมันขึ้นมาแล้วพิมพ์ชื่อโปรแกรม หรือคำบางคำลงไปนิดนึง มันก็จะขึ้นรายชื่อโปรแกรมมา